"วิชาชีพสถาปนิกในทรรศนคติของข้าพเจ้า"
ข้าพเจ้ายังจำโมเดลหลังแรกนั้นได้
มันแฝงตัวมากับถุงขนมที่รสชาติเหมือนอาหารปลา
ที่ลำพังแค่รสชาติคงไม่ทำให้ข้าพเจ้าแอบขโมยออกจากตู้ขนมที่อาโกวตั้งขายอยู่หน้าบ้านบ่อยๆได้
มันเป็นกระดาษแข็งมีรอยปรุ บรรจุอยู่ในซองพลาสติกใส ที่เห็นแล้วทำให้น้ำลายไหลมากกว่าข้าวโพดอบกรอบในถุงเสียอีก
“จา จา รูม” ใช่แล้วนั่นคือชื่อที่ใช้เรียกมัน ข้าพเจ้าไม่เคยรอที่จะรีบแกะกระดาษเหล่านั้นออกมาต่อตามภาพประกอบ
โดยไม่สนใจเลยว่า รูม ของ จา จา จะแปลว่าร้านไอติม ตลาดผลไม้ หรือบ้านแสนสุข
ในวัยนั้นข้าพเจ้าเติบโตมากับโลกศิลปะ
โดยมีน้องฮ่องเต้เป็นไอด้อล
น้องฮ่องเต้เป็นภาพความทรงจำที่อยู่ในจอทีวีช่วงเวลาเช้า เสาร์ – อาทิตย์
ในรายการที่ชื่อ ไฮไลท์ การ์ตูนเก้า ช่วงขายผลิตภัณฑ์สีไม้ระบายน้ำ เฟเบอร์ คาสเทล
ที่ใช้เทคนิคการดึงภาพให้เร็ว จนทำให้ข้าพเจ้าร้อง โอโห แล้วหยิบกระดาษมาวาดตามเขาบ้าง
แต่รีบทำเท่าไหร่ มองไปอีกทีก็ตัดเข้าโฆษณาอาหารปลาซากุระเสียทุกครั้งไปแต่ชีวิตคงต้องดำเนินต่อ
ไม่ว่าตอนนี้น้องฮ่องเต้คนนั้นจะกลายเป็นลุงฮ่องเต้หรือขันทีอยู่ที่ไหน
ข้าพเจ้าเติบโตขึ้น มากพอจนต้องคิดถึงเรื่องคณะที่จะศึกษาต่อ จนไม่มีเวลาดูไฮไลท์การ์ตูนเก้าอีกต่อไป
อาจารย์น้ำ เคยบอกไว้ว่า เมื่อจบปี 3 ทุกคนจะมีดาบกันคนละเล่ม
เอาไว้เป็นอาวุธทีเด็ดประจำตัว ถึงจะเป็นอย่างนั้นจริง
ข้าพเจ้าก็ยังขอยืนยันว่าดาบของข้าพเจ้ายังสั้นและทื่อกว่าของเพื่อนๆอยู่มาก
เวลาเดินมาถึงครึ่งทางแล้ว ปี 3 ถือเป็นปีที่ข้าพเจ้าชอบมากที่สุด เพราะงานค่อนข้างน้อยหรือเป็นเพราะความขี้เกียจในตัวเองที่มีอยู่มากก็เป็นได้ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้ออกไปฉลองกับเพื่อนๆหรือมีโอกาสเข้าเมืองได้เกือบจะทุกอาทิตย์
ในปีนี้เนื้อหาวิชาที่เรียนมีแต่เรื่องีที่น่าสนใจ และดูสนุก งานดีไซน์ที่เริ่มแสดงความเป็นตัวของแค่ละคนออกมาชัดเจนขึ้น
เป็นปีที่อาจารย์ให้เราได้เรียนรู้ว่าไม่มีคนมาคอยจี้เหมือนเมื่อครั้งปีสองหรือปีหนึ่งอีกแล้ว
สอนให้เรากล้าคิดกล้าออกแบบไปพร้อมๆกับความรู้ด้านโครงสร้างในเชิงคอนเสปมากกว่าแต่ก่อน
โมเดลยุคซาฮ่าดิด จึงเริ่มปรากฏให้เห็นเต็มไปหมดทุกครั้งที่มีการจูรี่
และความหมายของคำว่า “สถาปัตยกรรม”
ในความคิดของข้าพเจ้าก็ยิ่งถูกขยายความจากจุดเริ่มต้นออกไปไกล ในปีสามนี้
ข้าพเจ้ารู้จักสถาปนิกมากขึ้นหลายคน หนึ่งในนั้นคือ Sou Fujimoto สถาปนิกชาวญี่ปุ่น
ข้าพเจ้าเริ่มรู้จักผลงานของเขาในฐานะนักออกแบบสถาปัตยกรรมแบบโมดูลาร์ งานของเขาดูสะอาดแต่สะดุดตา
มีการจัดฟังก์ชั่นการใช้งานควบคู่ไปกับที่ว่างอย่างน่าสนุก Sou เป็นเหมือนแรงบันดาลใจในการกระตุ้นความคิดให้ข้าพเจ้ารู้สึกอยากจะสนุกแบบนั้นบ้างเวลามีการออกแบบ
เริ่มต้นกับคำว่า
“ปี 4” หน้าเพื่อนๆยังคงสดใสเหมือนทุกครั้งที่เปิดเทอม แต่ข้าพเจ้ารู้ดีว่าทุกคนคงเคยฟังจากพี่ๆมามากในเรื่องงานที่เพิ่มขึ้นแบบตั้งตัวไม่ทัน
ข้าพเจ้าพบว่า เราทำงานเหมือนเครื่องจักร ที่ไม่ได้พัก แถมยังต้องเอาชนะความง่วงของเช้าวันอังคาร
เพื่อม้วนกระดาษไขใส่ซูมไปตรวจให้ทัน ได้รู้จักการทำงานเป็นกลุ่ม
และการเจอกับโจทย์ในวิชาดีไซน์ที่มีชื่อว่า โรงพยาบาล” ตอนนี้เป็นช่วงเวลาเทอมสองแล้ว
เพื่อนๆเริ่มมีที่ฝึกงานกันจะครบรุ่น
ข้าพเจ้าอยากจะฝึกในส่วนที่ทำแล้วมีความสุขโดยไม่เกี่ยวข้องกับงานด้านโครงสร้างมากนัก
บริษัทที่ข้าพเจ้าสนใจอยากเข้าไปเรียนรู้งานคือบริษัท Art4d เป็นนิตยสารเกี่ยวกับสถาปัตยกรรม
การออกแบบและงานศิลปะ มีความโดดเด่นในด้านการพรีเซ้นท์และกราฟฟิก ซึ่งจะปิดรับสมัครในปลายเดือนมกราคมปีหน้า
Thesis ที่คิดว่าจะทำและเพิ่งเอาไปจุดไฟลอยน้ำในวันเพ็ญเดือนสิบสองที่ผ่านมา
คือ ศูนย์ศิลปะสำหรับเด็ก จังหวัดนนทบุรี เพราะข้าพเจ้าเห็นว่า
จังหวัดที่ข้าพเจ้าอยู่เป็นปริมณฑลที่มีความทัดเทียมกรุงเทพมหานครมากที่สุด
แต่การจัดการกับประชากรในชุมชนยังไม่ถึงระดับที่เรียกว่า พัฒนา
จึงอยากสร้างสถาปัตยกรรมที่มีผลต่อความคิดของคน
ซึ่งกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กและเยาวชนที่จะเข้ามาใช้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เพื่อสร้างทัศนคติที่ดีต่อศิลปะ
และเป็นจุดเริ่มต้นในการเกิดสถาปัตยกรรมที่มีประโยชน์ต่อไปภายในจังหวัด
เนื่องในโอกาสวันพ่อ
ถ้าให้พูดเรื่องข้าพเจ้ากับป๊า มักจะชอบเถียงกันอยู่บ่อยๆ
หรือแทบจะทุกครั้งที่อยู่ด้วยกันนานๆ
ป๊าไม่ค่อยมีความเชื่อมั่นในตัวข้าพเจ้าซักเท่าไหร่
ด้วยข้าพเจ้าเองเป็นคนที่ดูไม่เอาไหน และกะโปโลไม่เปลี่ยนจากตอนใช้คำว่าเด็กหญิง
ป๊า กับ สถาปัตยกรรม
ดุไม่ค่อยจะเกี่ยวกันเลยและเหมือนว่าก็ไม่เคยถามข้าพเจ้าถึงคำๆนี้
รู้แต่ทุกครั้งที่กลับบ้าน จะถามว่า เหนื่อยมั้ย ? และเวลามาส่งที่หอ
ทุกครั้งที่ลงจากรถ ป๊าจะพูดคำเดิมๆที่คุ้นเคยว่า “รักษาตัวดีๆนะลูก”
ถึงบางครั้งจะเพิ่งเถียงกันมาไม่ว่าเรื่องอะไร
ข้าพเจ้าก็รู้สึกได้ถึงความห่วงใยของป๊าที่มีให้กับข้าพเจ้า
จนบางที่อยากจะเข้าไปกอดเสียด้วยซ้ำ แต่ก็กลัวจะเสียฟอร์มทุกครั้งไป
แม้ตอนนี้
ข้าพเจ้า กับคำว่า “สถาปนิก” จะเริ่มเข้าใกล้กันมากขึ้น แต่ทุกครั้งที่ต้องคิดถึงเรื่องอนาคต
ข้าพเจ้ากลับไม่อยากตอบคำถามตัวเองว่า
จริงๆแล้วนี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการจริงๆหรือ
ทุกอย่างเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและไม่มั่นใจในการมาถึงของเวลานั้น
ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไรในอีก 2 ปีข้างหน้า ข้าพเจ้าอยากมีความสุขกับอาชีพที่ทำ
และได้รับอิสระพอที่จะยังเป็นตัวของตัวเอง ก็คงเพียงพอ
ในตลอดการใช้ชีวิตในที่แห่งนี้
ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกถึงคำว่า บ้านหลังที่ 2 และสัมผัสถึงความอบอุ่นไปกับทุกๆอย่าง
แม้กระทั่งการตักข้าวของร้านพี่เดือนในโรงอาหาร อบอุ่นทุกครั้งที่ได้ร้องเพลงคณะที่ค่อยๆเข้าใจความหมายมากขึ้นทุกปี
และก็ยังแอบยิ้มทุกครั้งที่เห็นเด็กนักเรียนเข้ามาติวด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยประกายแห่งความฝัน
..จะมีใครชอบต่อ จา จา รูม แบบเรามั้ยนะ ?? J

