วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555



"วิชาชีพสถาปนิกในทรรศนคติของข้าพเจ้า"
                

                ข้าพเจ้ายังจำโมเดลหลังแรกนั้นได้ มันแฝงตัวมากับถุงขนมที่รสชาติเหมือนอาหารปลา ที่ลำพังแค่รสชาติคงไม่ทำให้ข้าพเจ้าแอบขโมยออกจากตู้ขนมที่อาโกวตั้งขายอยู่หน้าบ้านบ่อยๆได้ มันเป็นกระดาษแข็งมีรอยปรุ บรรจุอยู่ในซองพลาสติกใส ที่เห็นแล้วทำให้น้ำลายไหลมากกว่าข้าวโพดอบกรอบในถุงเสียอีก “จา จา รูม” ใช่แล้วนั่นคือชื่อที่ใช้เรียกมัน ข้าพเจ้าไม่เคยรอที่จะรีบแกะกระดาษเหล่านั้นออกมาต่อตามภาพประกอบ โดยไม่สนใจเลยว่า รูม ของ จา จา จะแปลว่าร้านไอติม ตลาดผลไม้ หรือบ้านแสนสุข
                ในวัยนั้นข้าพเจ้าเติบโตมากับโลกศิลปะ โดยมีน้องฮ่องเต้เป็นไอด้อล น้องฮ่องเต้เป็นภาพความทรงจำที่อยู่ในจอทีวีช่วงเวลาเช้า เสาร์ อาทิตย์ ในรายการที่ชื่อ ไฮไลท์ การ์ตูนเก้า ช่วงขายผลิตภัณฑ์สีไม้ระบายน้ำ เฟเบอร์ คาสเทล ที่ใช้เทคนิคการดึงภาพให้เร็ว จนทำให้ข้าพเจ้าร้อง โอโห แล้วหยิบกระดาษมาวาดตามเขาบ้าง แต่รีบทำเท่าไหร่ มองไปอีกทีก็ตัดเข้าโฆษณาอาหารปลาซากุระเสียทุกครั้งไปแต่ชีวิตคงต้องดำเนินต่อ ไม่ว่าตอนนี้น้องฮ่องเต้คนนั้นจะกลายเป็นลุงฮ่องเต้หรือขันทีอยู่ที่ไหน ข้าพเจ้าเติบโตขึ้น มากพอจนต้องคิดถึงเรื่องคณะที่จะศึกษาต่อ จนไม่มีเวลาดูไฮไลท์การ์ตูนเก้าอีกต่อไป
                “คณะ สถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร” นี่คงเป็นคำแรกๆเกี่ยวกับสถาปัตยกรรม ที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเด็กมัธยมอย่างข้าพเจ้าในตอนนั้น ที่นั่นร่มรื่นและดูเป็นมิตร สะดุดตาด้วยภาพผู้ชายไว้ผมยาวนั่งสูบบุหรี่อยู่เต็มไปหมด มีหล่อบ้างไม่หล่อก็เยอะ แต่ทำไมพวกเขาเท่ห์จัง เรียนอะไรกันนะ ข้าพเจ้าถามอาเฮียที่เพิ่งจบมาในตอนนั้น แล้วอาเฮียก็ได้ให้คำตอบด้วยการให้สมุดสเก๊ตช์ 1 เล่ม สิ่งแรกที่กระดาษในสมุดเล่มนั้นทำความรู้จักข้าพเจ้า คือ การลากเส้นลงบนนั้น กว่าจะเริ่มสนิทกันมากขึ้น ก็ใช้ไปถึง 3 หน้ากว่าจะเรียกได้ว่า เส้นตรง เรื่องราวต่างๆเกิดขึ้นมากมายในสมุดเก๊ตช์นั่น ข้าพเจ้าเริ่มรู้จักสัดส่วนมนุษย์ รู้จักคำศัพท์ที่ดูมีภูมิ อย่าง Perspective เริ่มเมินสี เฟเบอร์ คาสเทล ของน้องฮ่องเต้ แล้วหันมาเห่อ คาแลนดาส แทน หมดไป 5 เล่ม ได้สอนอะไรกับข้าพเจ้าหลายอย่าง ทั้งการจัดการกับเวลา การจัดสรรความคิด ลายเส้นที่เปลี่ยนเป็นหนัก-เบา-หนักแบบที่เค้านิยมกันในวงการเด็กติว และ ความมั่นใจที่จะอยากเข้าคณะนี้ ตามที่สมุดสเก๊ตช์ได้นำทางไป
                ข้าพเจ้ายังจำความรู้สึกแรกที่เข้ามาที่นี่ได้ดี “คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ลาดกระบัง” วันนั้นเป็นฤดูหนาวในเทศกาลสอบตรงของหลายๆที่ ในช่วงนั้นทั้งคนที่ต้องสมหวังและเสียใจ ข้าพเจ้ารู้สึกขอบคุณไม่ว่าจะอะไรก็ตามที่ได้ผ่านการคัดเลือกให้เข้ามาที่นี่ “ปี 1” เป็นปีที่ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เป็นปีที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้กับคำว่า “เพื่อนใหม่” ได้รู้จักกับคำว่า ท้อ และการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน รู้จักการมองความงาม การทำงานที่เป็นระบบ และการทำความรู้จักรุ่นพี่ที่เข้ามาช่วยงานในสตูดิโอราวกับเป็นงานของตัวเอง ถึงจะห่างไกลกับคำว่าสถาปัตย์ ที่คิดไว้ตอนแรกอยู่มากสำหรับข้าพเจ้าและเพื่อนในรุ่นหลายคนแต่ที่นี่ก็ได้สอนอะไรหลายๆอย่างให้เราโตขึ้นพร้อมจะเป็นรุ่นพี่ปี 2 แล้ว
               

                ในปี 2 นี้ ข้าพเจ้าได้เรียนออกแบบบ้านพักอาศัยสมใจอยาก เป็นปีที่ฝึกให้ข้าพเจ้ามีความอดทนในการอดนอนมากขึ้น อาจารย์ตรวจแบบที่เป็นเหมือนลูกค้าบอกความต้องการและความชอบในงานของข้าพเจ้าแตกต่างกันไป ได้รู้จักกับคำว่า space ที่มีอยู่แต่ก็จับต้องไม่ได้ บางครั้งก็เหมือนจะสัมผัสได้ ไม่แน่ใจว่าเป็นสสารหรือเปล่า เพราะไม่ได้อาศัยแค่วิทยาศาสตร์เสียทีเดียว บางคนเขาว่าต้องใช้ความรู้สึกในการมองสิ่งนี้ด้วย
                อาจารย์น้ำ เคยบอกไว้ว่า เมื่อจบปี 3 ทุกคนจะมีดาบกันคนละเล่ม เอาไว้เป็นอาวุธทีเด็ดประจำตัว ถึงจะเป็นอย่างนั้นจริง ข้าพเจ้าก็ยังขอยืนยันว่าดาบของข้าพเจ้ายังสั้นและทื่อกว่าของเพื่อนๆอยู่มาก เวลาเดินมาถึงครึ่งทางแล้ว ปี 3 ถือเป็นปีที่ข้าพเจ้าชอบมากที่สุด เพราะงานค่อนข้างน้อยหรือเป็นเพราะความขี้เกียจในตัวเองที่มีอยู่มากก็เป็นได้ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้ออกไปฉลองกับเพื่อนๆหรือมีโอกาสเข้าเมืองได้เกือบจะทุกอาทิตย์ ในปีนี้เนื้อหาวิชาที่เรียนมีแต่เรื่องีที่น่าสนใจ และดูสนุก งานดีไซน์ที่เริ่มแสดงความเป็นตัวของแค่ละคนออกมาชัดเจนขึ้น เป็นปีที่อาจารย์ให้เราได้เรียนรู้ว่าไม่มีคนมาคอยจี้เหมือนเมื่อครั้งปีสองหรือปีหนึ่งอีกแล้ว สอนให้เรากล้าคิดกล้าออกแบบไปพร้อมๆกับความรู้ด้านโครงสร้างในเชิงคอนเสปมากกว่าแต่ก่อน โมเดลยุคซาฮ่าดิด จึงเริ่มปรากฏให้เห็นเต็มไปหมดทุกครั้งที่มีการจูรี่ และความหมายของคำว่า “สถาปัตยกรรม” ในความคิดของข้าพเจ้าก็ยิ่งถูกขยายความจากจุดเริ่มต้นออกไปไกล ในปีสามนี้ ข้าพเจ้ารู้จักสถาปนิกมากขึ้นหลายคน หนึ่งในนั้นคือ Sou Fujimoto สถาปนิกชาวญี่ปุ่น ข้าพเจ้าเริ่มรู้จักผลงานของเขาในฐานะนักออกแบบสถาปัตยกรรมแบบโมดูลาร์ งานของเขาดูสะอาดแต่สะดุดตา มีการจัดฟังก์ชั่นการใช้งานควบคู่ไปกับที่ว่างอย่างน่าสนุก Sou เป็นเหมือนแรงบันดาลใจในการกระตุ้นความคิดให้ข้าพเจ้ารู้สึกอยากจะสนุกแบบนั้นบ้างเวลามีการออกแบบ
                เริ่มต้นกับคำว่า “ปี 4” หน้าเพื่อนๆยังคงสดใสเหมือนทุกครั้งที่เปิดเทอม แต่ข้าพเจ้ารู้ดีว่าทุกคนคงเคยฟังจากพี่ๆมามากในเรื่องงานที่เพิ่มขึ้นแบบตั้งตัวไม่ทัน ข้าพเจ้าพบว่า เราทำงานเหมือนเครื่องจักร ที่ไม่ได้พัก แถมยังต้องเอาชนะความง่วงของเช้าวันอังคาร เพื่อม้วนกระดาษไขใส่ซูมไปตรวจให้ทัน ได้รู้จักการทำงานเป็นกลุ่ม และการเจอกับโจทย์ในวิชาดีไซน์ที่มีชื่อว่า โรงพยาบาล” ตอนนี้เป็นช่วงเวลาเทอมสองแล้ว เพื่อนๆเริ่มมีที่ฝึกงานกันจะครบรุ่น ข้าพเจ้าอยากจะฝึกในส่วนที่ทำแล้วมีความสุขโดยไม่เกี่ยวข้องกับงานด้านโครงสร้างมากนัก บริษัทที่ข้าพเจ้าสนใจอยากเข้าไปเรียนรู้งานคือบริษัท Art4d เป็นนิตยสารเกี่ยวกับสถาปัตยกรรม การออกแบบและงานศิลปะ มีความโดดเด่นในด้านการพรีเซ้นท์และกราฟฟิก ซึ่งจะปิดรับสมัครในปลายเดือนมกราคมปีหน้า
                Thesis ที่คิดว่าจะทำและเพิ่งเอาไปจุดไฟลอยน้ำในวันเพ็ญเดือนสิบสองที่ผ่านมา คือ ศูนย์ศิลปะสำหรับเด็ก จังหวัดนนทบุรี เพราะข้าพเจ้าเห็นว่า จังหวัดที่ข้าพเจ้าอยู่เป็นปริมณฑลที่มีความทัดเทียมกรุงเทพมหานครมากที่สุด แต่การจัดการกับประชากรในชุมชนยังไม่ถึงระดับที่เรียกว่า พัฒนา จึงอยากสร้างสถาปัตยกรรมที่มีผลต่อความคิดของคน ซึ่งกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กและเยาวชนที่จะเข้ามาใช้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เพื่อสร้างทัศนคติที่ดีต่อศิลปะ และเป็นจุดเริ่มต้นในการเกิดสถาปัตยกรรมที่มีประโยชน์ต่อไปภายในจังหวัด
                เนื่องในโอกาสวันพ่อ ถ้าให้พูดเรื่องข้าพเจ้ากับป๊า มักจะชอบเถียงกันอยู่บ่อยๆ หรือแทบจะทุกครั้งที่อยู่ด้วยกันนานๆ ป๊าไม่ค่อยมีความเชื่อมั่นในตัวข้าพเจ้าซักเท่าไหร่ ด้วยข้าพเจ้าเองเป็นคนที่ดูไม่เอาไหน และกะโปโลไม่เปลี่ยนจากตอนใช้คำว่าเด็กหญิง ป๊า กับ สถาปัตยกรรม ดุไม่ค่อยจะเกี่ยวกันเลยและเหมือนว่าก็ไม่เคยถามข้าพเจ้าถึงคำๆนี้ รู้แต่ทุกครั้งที่กลับบ้าน จะถามว่า เหนื่อยมั้ย ? และเวลามาส่งที่หอ ทุกครั้งที่ลงจากรถ ป๊าจะพูดคำเดิมๆที่คุ้นเคยว่า “รักษาตัวดีๆนะลูก” ถึงบางครั้งจะเพิ่งเถียงกันมาไม่ว่าเรื่องอะไร ข้าพเจ้าก็รู้สึกได้ถึงความห่วงใยของป๊าที่มีให้กับข้าพเจ้า จนบางที่อยากจะเข้าไปกอดเสียด้วยซ้ำ แต่ก็กลัวจะเสียฟอร์มทุกครั้งไป
              
              แม้ตอนนี้ ข้าพเจ้า กับคำว่า “สถาปนิก” จะเริ่มเข้าใกล้กันมากขึ้น แต่ทุกครั้งที่ต้องคิดถึงเรื่องอนาคต ข้าพเจ้ากลับไม่อยากตอบคำถามตัวเองว่า จริงๆแล้วนี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการจริงๆหรือ ทุกอย่างเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและไม่มั่นใจในการมาถึงของเวลานั้น ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไรในอีก 2 ปีข้างหน้า ข้าพเจ้าอยากมีความสุขกับอาชีพที่ทำ และได้รับอิสระพอที่จะยังเป็นตัวของตัวเอง ก็คงเพียงพอ
                ในตลอดการใช้ชีวิตในที่แห่งนี้ ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกถึงคำว่า บ้านหลังที่ 2 และสัมผัสถึงความอบอุ่นไปกับทุกๆอย่าง แม้กระทั่งการตักข้าวของร้านพี่เดือนในโรงอาหาร อบอุ่นทุกครั้งที่ได้ร้องเพลงคณะที่ค่อยๆเข้าใจความหมายมากขึ้นทุกปี และก็ยังแอบยิ้มทุกครั้งที่เห็นเด็กนักเรียนเข้ามาติวด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยประกายแห่งความฝัน

..จะมีใครชอบต่อ จา จา รูม แบบเรามั้ยนะ ?? J